ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ เศรษฐกิจ การลงทุน หุ้น อสังหาริมทรัพย์ ไอที-เทคโนฯ รถยนต์ ท่องเที่ยว ต่างประเทศ รวดเร็วสดใหม่ทุกวัน
ภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกของปี 2569 และแนวโน้มปี 2569

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกของปี 2569 และแนวโน้มปี 2569 ตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ
สาระสำคัญ
สศช. ได้เสนอรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกของปี 2569 และแนวโน้มปี 2569 โดยมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้
1. ภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกของปี 2569
เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 2.8 เร่งขึ้นจากร้อยละ 2.5 ในไตรมาสที่สี่ของปี 2568 และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 0.7 จากไตรมาสที่สี่ของปี 2568 โดยแบ่งเป็น
1.1 ด้านการใช้จ่าย
การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนขยายตัวในเกณฑ์ดีอย่างต่อเนื่อง ส่วนการลงทุนรวม การส่งออกสินค้า และการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาลขยายตัวเร่งขึ้น ดังนี้
|
รายการ |
%YOY |
|
|
ไตรมาสที่สี่ของปี 2568 |
ไตรมาสแรกของปี 2569 |
|
|
การอุปโภคบริโภคภาคเอกชน |
3.3 |
3.2 |
|
การอุปโภคภาครัฐบาล |
1.3 |
3.4 |
|
การลงทุนรวม |
8.1 |
9.9 |
|
- ภาคเอกชน |
6.5 |
10.1 |
|
- ภาครัฐ |
13.3 |
9.4 |
|
ปริมาณการส่งออก |
8.3 |
15.1 |
|
มูลค่าการส่งออก |
9.4 |
17.8 |
1.2 ด้านการผลิต
มีสาขาที่ขยายตัว/ชะลอตัว สรุปได้ ดังนี้
|
สาขาการผลิต |
%YOY |
|
|
ไตรมาสที่สี่ของปี 2568 |
ไตรมาสแรกของปี 2569 |
|
|
สาขาการผลิตที่ขยายตัวเร่งขึ้น |
||
|
สาขาเกษตรกรรม การป่าไม้ และการประมง |
0.6 |
1.2 |
|
สาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม |
0.4 |
0.9 |
|
สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหาร |
0.6 |
2.2 |
|
สาขาการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า |
3.2 |
3.6 |
|
สาขาการผลิตที่ขยายตัวชะลอลง |
||
|
สาขาขายส่ง ขายปลีก และการซ่อมยานยนต์และจักรยานยนต์ |
6.7 |
6.0 |
|
สาขาการก่อสร้าง |
11.2 |
6.2 |
2. เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
อัตราการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 0.91 สูงกว่าร้อยละ 0.70 ในไตรมาสก่อนหน้าและร้อยละ 0.89 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 อยู่ที่ร้อยละ -0.5 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่ ร้อยละ 0.6 ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 101.6 พันล้านบาท นอกจากนี้ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 เงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ที่ 280.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐและหนี้สาธารณะมีมูลค่าทั้งสิ้น 12.68 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 66.38 ของ GDP
3. แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569
คาดว่าจะขยายตัวในช่วงร้อยละ 1.5-2.5 โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญจากการขยายตัวต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน การเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน รวมทั้ง พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 และการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการส่งออก
4. การบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคปี 2569
สศช. เห็นว่า ในปี 2569 รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการเศรษฐกิจในด้านต่าง ๆ ดังนี้
4.1 การดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยให้ความสำคัญกับ (1) การบริหารจัดการความมั่นคงทางพลังงานเพื่อรองรับในกรณีที่สถานการณ์ความขัดแย้งมีความยืดเยื้อ (2) การดำเนินมาตรการเฉพาะเจาะจงแบบมุ่งเป้า (Targeted) เพื่อดูแลผลกระทบต่อภาคธุรกิจจากการปรับขึ้นของต้นทุนพลังงาน เช่น ภาคขนส่ง ภาคประมง และภาคก่อสร้าง (3) การดูแลความเพียงพอของวัตถุดิบในภาคการผลิตอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการขาดแคลน และ (4) การส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านพลังงานและการปรับตัวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยมุ่งเน้นการใช้พลังงานทดแทนและพลังงานสะอาด
4.2 การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน โดยให้ความสำคัญกับ (1) การอำนวยความสะดวกและการแก้ไขอุปสรรคในการลงทุน เช่น การยกระดับการให้บริการพิธีการทางด้านศุลกากร (2) การพัฒนาระบบนิเวศให้เอื้อต่อการลงทุน เช่น การยกระดับศักยภาพแรงงานในทักษะที่ขาดแคลน และ (3) การสร้างประโยชน์ต่อเนื่องจากการลงทุนจากต่างประเทศให้แก่ผู้ประกอบการภายในประเทศ เช่น กำหนดเงื่อนไขเพื่อส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศมากขึ้น
4.3 การรักษาการขยายตัวของภาคการส่งออกให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับ (1) การลดผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐอเมริกา (2) การขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง (3) การสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการสำคัญของประเทศ คู่ค้าที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2569-2570 เช่น ข้อกฎหมายด้านการนำเข้าสินค้าที่มีส่วนในการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (4) การลดต้นทุนการผลิตและต้นทุนการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ และการช่วยเหลือผู้ประกอบการในการปรับตัวต่อมาตรการทางการค้า และ (5) การให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการการขนส่งสินค้า เพื่อให้สินค้าไทยสามารถเข้าถึงตลาดสำคัญ ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง
4.4 การรักษาแรงสนับสนุนของการใช้จ่ายภาครัฐควบคู่ไปกับการรักษาวินัยการเงินการคลัง โดยให้ความสำคัญกับ (1) การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ให้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 90.7 ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด (2) การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ให้สามารถบังคับใช้ได้ตามกำหนด (3) การบริหารจัดการงบประมาณภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายและดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพและ (4) การรักษาพื้นที่ทางการคลังให้เพียงพอสำหรับการรองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนในอนาคต
4.5 การดูแลผลกระทบต่อภาคเกษตรจากการเพิ่มขึ้นของราคาวัตถุดิบทางการเกษตรและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยให้ความสำคัญกับ (1) การเร่งจัดหาแหล่งนำเข้าอื่น ๆ เพื่อชดเชยการนำเข้าปุ๋ยยูเรียจากตะวันออกกลาง ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และ (2) การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสำรองน้ำให้มีเพียงพอต่อการเพาะปลูกและเตรียมรับมือกับภาวะฝนทิ้งช่วง/ภัยแล้ง
4.6 การแก้ไขปัญหาด้านการเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน โดยให้ความสำคัญกับ (1) การลดแรงกดดันจากสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในภาคครัวเรือนโดยเร่งรัดปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุกให้ลูกหนี้ที่ประสบปัญหาการชำระหนี้ (2) การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ภาคธุรกิจ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises: SMEs) ที่มีศักยภาพแต่ประสบปัญหาด้านการเข้าถึงสภาพคล่องและได้รับผลกระทบซ้ำเติม (3) การเร่งดำเนินการตามแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนในระยะต่อไป และ (4) การสร้างความตระหนักรู้ทางการเงิน โดยเฉพาะทัศนคติในการวางแผนการใช้จ่าย
(โปรดตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีที่เป็นทางการจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง)
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ (รองนายกรัฐมนตรี) 30 มิถุนายน 2569
g19
สงวนลิขสิทธิ์ © 2557 บริษัท เพาเวอร์ ไทม์ มีเดีย จำกัด