ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ เศรษฐกิจ การลงทุน หุ้น อสังหาริมทรัพย์ ไอที-เทคโนฯ รถยนต์ ท่องเที่ยว ต่างประเทศ รวดเร็วสดใหม่ทุกวัน

มาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับที่อยู่อาศัย ปี 2569

หมวดหมู่: มติ ครม.
วันที่สร้าง วันพุธ, 01 กรกฎาคม 2569 12:56
ฮิต: 416

 

มาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับที่อยู่อาศัย ปี 2569

 

Gov 8

 

          คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้

          1. เห็นชอบมาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับที่อยู่อาศัย ปี 2569

          2. เห็นชอบร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย รวม 2 ฉบับ ดังนี้ 

              2.1 ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน กรณีอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารที่อยู่อาศัยหรืออาคารพาณิชย์ หรือที่ดินพร้อมอาคารที่อยู่อาศัยหรืออาคารพาณิชย์ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

              2.2 ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด กรณีห้องชุด ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

          3. มอบหมายให้สำนักงบประมาณ (สงป.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาจัดสรรงบประมาณเพื่อชดเชยรายได้ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ตามความเหมาะสมเพื่อให้เพียงพอต่อการดำเนินภารกิจปกติของ อปท.

          เรื่องเดิม

          คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (8 เมษายน 2568) เห็นชอบมาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับที่อยู่อาศัย ปี 2568 ตามที่ กค. เสนอ รวมทั้งกระทรวงมหาดไทยโดยกรมที่ดินได้ออกประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน กรณีอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารที่อยู่อาศัยหรืออาคารพาณิชย์หรือที่ดินพร้อมอาคารที่อยู่อาศัยหรืออาคารพาณิชย์ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนดลงวันที่ 21 เมษายน 2568 และประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด กรณีห้องชุด ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด ลงวันที่ 21 เมษายน 2568 รวม 2 ฉบับ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

 

มาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับที่อยู่อาศัย ปี 2568 และประกาศ มท. รวม 2 ฉบับ

1. วัตถุประสงค์

เพื่อสนับสนุนและบรรเทาภาระให้แก่ประชาชนที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ส่งเสริมการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ รวมถึง ช่วยรักษาระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคอสังหาริมทรัพย์

2. กลุ่มเป้าหมาย

ผู้ซื้อที่เป็นบุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทยที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองและผู้ขายที่ต้องการขายอสังหาริมทรัพย์ทั้งที่เป็นอาคารที่อยู่อาศัย อาคารพาณิชย์และห้องชุด ในราคาซื้อขายและราคาประเมินทุนทรัพย์ไม่เกิน 7 ล้านบาท และวงเงินจำนองไม่เกิน 7 ล้านบาท

3. ระยะเวลาดำเนินงาน

ตั้งแต่วันที่ร่างประกาศทั้ง 2 ฉบับได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (วันที่ 22 เมษายน 2568) ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569

4. การดำเนินการ

มท. ออกประกาศ รวม 2 ฉบับ ดังนี้

       1) ประกาศ มท. เรื่อง การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน กรณีอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารที่อยู่อาศัยหรืออาคารพาณิชย์หรือที่ดินพร้อมอาคารที่อยู่อาศัยหรืออาคารพาณิชย์ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนดโดยลดค่าจดทะเบียนการโอนอสังหาริมทรัพย์ ที่มีราคาซื้อขายและราคาประเมินทุนทรัพย์ไม่เกิน 7 ล้านบาท และวงเงินจำนองไม่เกิน 7 ล้านบาท ต่อสัญญา (จากเดิมร้อยละ 2) เหลือร้อยละ 0.01 และลดค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์ อันเนื่องมาจากการจดทะเบียนการโอนอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวในคราวเดียวกัน (จากเดิมร้อยละ 1) เหลือร้อยละ 0.01 สำหรับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และบ้านแถวหรืออาคารพาณิชย์ หรือที่ดินพร้อมอาคารดังกล่าวโดยไม่รวมถึงกรณีการขายเฉพาะส่วน 

       2) ร่างประกาศ มท. เรื่อง การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด กรณีห้องชุด ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนดโดยลดค่าจดทะเบียนการโอนห้องชุดที่จดทะเบียนอาคารชุดที่มีราคาซื้อขายและราคาประเมินทุนทรัพย์ไม่เกิน 7 ล้านบาท และวงเงินจำนองไม่เกิน 7 ล้านบาท ต่อสัญญา (จากเดิมร้อยละ 2) เหลือร้อยละ 0.01 และลดค่าจดทะเบียนจำนองห้องชุด อันเนื่องมาจากการจดทะเบียนการโอนในคราวเดียวกัน (จากเดิมร้อยละ 1) เหลือร้อยละ 0.01 โดยไม่รวมถึงกรณีการขายเฉพาะส่วน

 

          สาระสำคัญของเรื่อง

          กค. เสนอว่า

          1. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ปรับปรุงรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ณ วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 พบว่า เศรษฐกิจไทยขยายตัว ร้อยละ 2.4 ต่อปี โดยการบริโภคภาคเอกชนและการอุปโภคภาครัฐบาลขยายตัว ร้อยละ 2.7 และ 0.6 ต่อปี ตามลำดับ การลงทุนภาครัฐขยายตัวร้อยละ 8.9 ต่อปี ขณะที่การลงทุนภาคเอกชน ขยายตัวร้อยละ 3.5 ต่อปี โดยสาขาอสังหาริมทรัพย์ขยายตัวในระดับต่ำที่ร้อยละ 1.3 ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าสาขาการผลิตในภาคบริการอื่น

          2. ภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นภาคเศรษฐกิจที่มีความสำคัญ โดยสาขาก่อสร้าง และสาขาบริการด้านอสังหาริมทรัพย์มีขนาดเศรษฐกิจคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 6.9 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) รวมถึงมีความเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจอื่น ๆ ตลอดห่วงโซ่อุปทานการผลิต (Supply Chain) ทั้งความเชื่อมโยงไปข้างหน้า (Forward Linkages) ไปยังภาคการผลิตต่าง ๆ และมีผลต่อความเชื่อมโยงไปข้างหลัง (Backward Linkages) เช่น สาขาการผลิตเหล็ก การผลิตซีเมนต์ การผลิตผลิตภัณฑ์คอนกรีต โรงเลื่อย การผลิตโลหะ การผลิตเครื่องจักร เป็นต้น

          3. กค. โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้มีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมที่ดิน และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 เพื่อพิจารณาข้อเสนอมาตรการฯ โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการของข้อเสนอมาตรการฯ และมอบหมายกรมที่ดินยกร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวม 2 ฉบับ โดยกำหนดให้มาตรการฯ มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่กฎหมายได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2570

          4. เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ขยายระยะเวลาการผ่อนคลายเกณฑ์การกำหนดเพดานอัตราส่วนการปล่อยสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (Loan to Value: LTV)* สำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่ออื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สำหรับสัญญาเงินกู้ที่ทำสัญญาตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2570 (สำหรับผู้กู้ที่ทำสัญญากู้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่ รวมถึงสินเชื่ออื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย เช่น สินเชื่อ Top-up และสินเชื่อรีไฟแนนซ์ ที่มีการทำสัญญาภายในช่วงเวลาที่ผ่อนคลายเกณฑ์ LTV) เพื่อประคับประคองความเชื่อมั่นและสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยที่ผ่านมาอุปสงค์ของที่อยู่อาศัยยังอ่อนแอตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจและได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางเพิ่มเติม ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนของผู้ประกอบการและกำลังซื้อของภาคครัวเรือน

          5. กค. โดย สศค. ได้ดำเนินการให้เป็นไปตามมติของที่ประชุมตามข้อ 3. รวมทั้งเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการ ผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ของ ธปท. ตามข้อ 4. ทั้งนี้ มท. โดยกรมที่ดินได้ยกร่างประกาศที่เกี่ยวข้องรวม 2 ฉบับ มาเพื่อดำเนินการด้วยแล้ว ซึ่งมาตรการดังกล่าวมีสาระสำคัญเช่นเดียวกับมาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับที่อยู่อาศัย ปี 2568 ที่คณะรัฐมนตรีมีมติ (8 เมษายน 2568) ซึ่งจะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 โดยลดค่าจดทะเบียนโอนอสังหาริมทรัพย์ (จากปกติร้อยละ 2) เหลือร้อยละ 0.01 และค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์ อันเนื่องมาจากการจดทะเบียนโอนอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวในคราวเดียวกัน (จากปกติร้อยละ 1) เหลือร้อยละ 0.01 สำหรับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ 1) อาคารที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และบ้านแถว หรืออาคารพาณิชย์ หรือที่ดินพร้อมอาคารดังกล่าวหรือ 2) ห้องชุดที่จดทะเบียนอาคารชุด โดยมีราคาซื้อขายและราคาประเมินทุนทรัพย์ไม่เกิน 7 ล้านบาท และวงเงินจำนองไม่เกิน 7 ล้านบาท ต่อสัญญา โดยไม่รวมถึงกรณีการขายเฉพาะส่วน และกำหนดให้มาตรการดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ร่างประกาศ รวม 2 ฉบับได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2570

          6. กค. ได้ดำเนินการตามมาตรา 27 และมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 แล้ว โดยคาดการณ์ว่าคาดว่าจะทำให้ อปท. สูญเสียรายได้จากค่าจดทะเบียนโอนอสังหาริมทรัพย์และค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์ จำนวนประมาณ 16,117 ล้านบาท (1,343.08 ล้านบาทต่อเดือน) แต่มาตรการดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนและบรรเทาภาระให้แก่ประชาชนที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ส่งเสริมการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์มือหนึ่งและมือสอง เพื่อสร้างความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ รวมถึงช่วยรักษาระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับภาคอสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้ แม้ว่าการลดค่าจดทะเบียนการโอนและการจำนองจะทำให้ อปท. สูญเสียรายได้ แต่ อปท. จะได้รับการจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และภาษีธุรกิจเฉพาะ (SBT) เพิ่มขึ้น (เนื่องจากรัฐบาลสามารถจัดเก็บ VAT จากการบริโภคและการลงทุนที่เพิ่มขึ้นและสามารถจัดเก็บ SBT จากการโอนอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น) โดยคาดว่าจะทำให้มีรายได้จาก VAT และ SBT เพิ่มขึ้น 9,135 ล้านบาทตลอดจนมาตรการดังกล่าวจะช่วยให้เกิดการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์มูลค่าประมาณ 540,810 ล้านบาทต่อปี (45,067.50 ล้านบาทต่อเดือน) ซึ่งจะช่วยเพิ่มการบริโภคภายในประเทศได้ประมาณ 88,868.33 ล้านบาทต่อปี (7,405.70 ล้านบาทต่อเดือน) และเพิ่มการลงทุนได้ประมาณ 305,814.81 ล้านบาทต่อปี (25,484.57 ล้านบาทต่อเดือน) และจะส่งผลให้ GDP เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.06 ต่อปี เมื่อเทียบกับกรณีไม่มีมาตรการ

 

­­______________

*มาตรการ LTV คือ หลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่ออื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย โดยการกำหนดอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ ธปท. กำหนดขึ้นเพื่อควบคุมการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยของสถาบันการเงิน โดยจะพิจารณาจากความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ของผู้กู้ และจำนวนที่อยู่อาศัยที่ผู้กู้ถือครองอยู่ เพื่อป้องกันการเก็งกำไรในตลาดอสังหาริมทรัพย์และลดความเลี่ยงในการเกิดหนี้เสียที่มากเกินความจำเป็น ทั้งนี้ กำหนดให้เพดาน LTV เป็นร้อยละ 100 สำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย โดยรายละเอียด ดังนี้

 

ราคาบ้าน

จำนวนสัญญาที่ยังผ่อนอยู่

เกณฑ์ใหม่

เกณฑ์เดิม

น้อยกว่า 10 ล้านบาท

หลังที่ 1

กู้ได้ 100%

และกู้ตกแต่งเพิ่มได้ 10%

กู้ได้ 100%

และกู้ตกแต่งเพิ่มได้ 10%

หลังที่ 2

กู้ได้ 100%

กู้ได้ 80 – 90%

หลังที่ 3 ขึ้นไป

กู้ได้ 70%

มากกว่า 10 ล้านบาท

หลังที่ 1

กู้ได้ 100%

กู้ได้ 90%

หลังที่ 2

กู้ได้ 80%

หลังที่ 3 ขึ้นไป

กู้ได้ 70%

 

 

(โปรดตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีที่เป็นทางการจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง)

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ (รองนายกรัฐมนตรี) 30 มิถุนายน 2569

 

g16

Click Donate Support Web 

GSB720x100px

ใจฟู720x100pxSME720x100 2024EXIM One 720x90 C JPTG 720x100Banner GPF720x100 PXTOA 720x100

CKPower 720x100

QIC 720x100aia 720 x100BKI 720 x 100MTI 720x100MTL 720x100ธกส 720x100