ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ เศรษฐกิจ การลงทุน หุ้น อสังหาริมทรัพย์ ไอที-เทคโนฯ รถยนต์ ท่องเที่ยว ต่างประเทศ รวดเร็วสดใหม่ทุกวัน
ผลการพิจารณารายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมภาคเหนือสู่เมืองน่าอยู่และ ยั่งยืน ของคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบผลการพิจารณารายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมภาคเหนือสู่เมืองน่าอยู่และยั่งยืน ของคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ตามที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) เสนอ และแจ้งให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาทราบต่อไป
เรื่องเดิม
1. สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ได้เสนอรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมภาคเหนือสู่เมืองน่าอยู่และยั่งยืน ของคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา มาเพื่อดำเนินการ เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมดินโคลนถล่มในปี 2567 ถือเป็นวิกฤตอุทกภัยครั้งใหญ่ในรอบ 30 ปี โดยเฉพาะภาคเหนือของประเทศที่มีความรุนแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างหนักทั้งภาคเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว โดยเฉพาะภาคการเกษตรทำให้พื้นที่มีความเสื่อมโทรม เศรษฐกิจซบเซากลายเป็นเมืองที่ไม่น่าอยู่ รัฐบาลต้องสูญเสียงบประมาณจำนวนมหาศาลในการเยียวยาความเสียหายและการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ยังเป็นที่น่าสังเกตว่าบางพื้นที่ในจังหวัดทางภาคเหนือซึ่งเป็นพื้นที่สูงกลับเกิดภาวะท่วมซ้ำซากประจำทุกปีเหตุด้วยปัจจัยที่เกิดจากภัยธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ การกระทำของมนุษย์หรือ ปัจจัยอื่นอย่างที่คาดไม่ถึง
2. รองนายกรัฐมนตรี (นายประเสริฐ จันทรวงทอง) ในขณะนั้นสั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ สนทช. เป็นหน่วยงานหลักรับรายงานพร้อมทั้งข้อสังเกตและข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการฯ ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอแนะดังกล่าว และสรุปผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
สนทช. ได้พิจารณารายงานดังกล่าวร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยสรุปผลการพิจารณาได้ ดังนี้
|
ข้อสังเกต/ข้อเสนอแนะ |
ผลการพิจารณาข้อสังเกต/ข้อเสนอแนะ |
|
|
1. ด้านกฎหมาย ระเบียบ นโยบาย และหลักเกณฑ์ ต่าง ๆ ของภาครัฐ 1.1 ควรเร่งแก้ไขและปรับปรุงกฎหมายระเบียบ และนโยบายของแต่ละหน่วยงานที่เป็นข้อจำกัด ซึ่งส่งผลให้การทำงานขาดการเชื่อมโยงและบูรณาการร่วมกัน เช่น กฎหมายของกรมป่าไม้ กฎหมายของกรมชลประทาน และกฎหมายของกรมเจ้าท่า รวมถึงหลักเกณฑ์การเยียวยาผลกระทบจากภัยพิบัติที่เกิดกับเกษตรกร |
- ทส. ได้ดำเนินการแก้ไขข้อจำกัดในการปฏิบัติงานในพื้นที่ตามกฎหมาย เพื่อให้เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานภายใต้สังกัดสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสมบูรณ์ และได้มีประกาศแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ 2507 พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ซึ่งรวมถึงการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ในสังกัดกรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรธรณี และกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อเป็นการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและสิ่งแวดล้อมอย่างบูรณาการ - กรมป่าไม้ อยู่ระหว่างดำเนินการประเมินผล สัมฤทธิ์ของพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 หากมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าว จะนำไปพิจารณาดำเนินการต่อไป - กรมเจ้าท่าได้ดำเนินการเชื่อมโยงบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ในโครงการพัฒนาและบำรุงทางน้ำ ในภารกิจกรมเจ้าท่า ซึ่งอยู่ในพื้นที่ซึ่งมีกฎหมายกำหนดให้ต้องขออนุญาตก่อนดำเนินการ ตลอดจนสนับสนุน อำนวยความสะดวกในการขออนุญาตและให้คำแนะนำในการจัดทำเอกสารประกอบการขออนุญาต เช่น แผนที่ร่องน้ำ ให้หน่วยงานท้องถิ่น ดำเนินการขุดลอก ตามมาตรา 120 แห่งพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทยพระพุทธศักราช 2456 และที่แก้ไขเพิ่มเติม - กรมชลประทานอยู่ระหว่างการดำเนินการปรับปรุงแก้ไขร่างพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อให้มีกฎหมายรองรับการใช้น้ำ ในภาคการเกษตรและการใช้น้ำเพื่อประโยชน์ในกิจกรรมอย่างอื่นให้เป็นไปอย่างทั่วถึง เป็นธรรมและเพียงพอกับความต้องการใช้ประโยชน์ของประชาชน รวมทั้งได้มีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำโดยมีแผนดำเนินการและขับเคลื่อนโครงการที่แหล่งน้ำเพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนด้านภัยแล้งและอุทกภัย ซึ่งจะสอดคล้องกับการดำเนินงานจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำทั้ง 22 ลุ่มน้ำ ของ สทนช. และดำเนินการภายใต้กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เช่น การจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม EC IEE EIA EHIA และแผนการดำเนินการตามแผนปฏิบัติป้องกันแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและแผนติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม Environmental Impact Monitoring Plan (EIMP) |
|
|
1.2 ควรสร้างการบูรณาการร่วมระหว่างหน่วยงานกระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่การวางแผนยุทธศาสตร์ แผนการดำเนินงานกำหนดเป้าหมายร่วมกันในระดับชาติถึงระดับท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม ติดตามวัดผลสำเร็จอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เช่น การปลูกป่าโดยกรมป่าไม้ควรต้องเชื่อมโยงกับกรมชลประทานและชุมชน |
- กรมป่าไม้ และ สทนช. ได้ดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติงานด้านทรัพยากรน้ำให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ โดยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 กรมป่าไม้ได้ดำเนินการปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 พื้นที่ป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 พื้นที่ป่าถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี รวมทั้งพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุกและเสร็จสิ้นคดีแล้ว รวมจำนวน 11,020 ไร่นอกจากนี้ได้ดำเนินการก่อสร้างฝายต้นน้ำในพื้นที่ป่า ต้นน้ำ จำนวน 2,212 แห่ง โดยหน่วยปฏิบัติในพื้นที่เป้าหมายจะดำเนินการจัดประชุมประชาคมในพื้นที่เพื่อสร้างความเข้าใจ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนก่อนดำเนินการในพื้นที่เมื่อดำเนินการ แล้วเสร็จ กรมป่าไม้จะรายงานผลการดำเนินงานดังกล่าวให้ สทนช. ต่อไป - กรมชลประทานได้ดำเนินการทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2556 เรื่อง การดำเนินโครงการใด ๆ ของหน่วยงานของรัฐที่มีความจำเป็นจะต้องเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าการกำหนดเงื่อนไขและหลักเกณฑ์การปลูกป่าทดแทน ดังนี้ 1. กลุ่มที่ 1 จำนวนการปลูกป่าทดแทน คือ 1 เท่าของพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต คือ 1) ในเขตพื้นที่เขตป่าเพื่อเกษตรกรรม (โซน A) เขตพื้นที่ป่าเศรษฐกิจ (โซน E) 2) ป่าตามมาตรา 4 (1) แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้พุทธศักราช 2484 3) ป่าที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้รักษาไว้เป็นสมบัติของชาติ (ป่าไม้ถาวร) 2. กลุ่มที่ 2 จำนวนการปลูกป่าทดแทน คือ 2 เท่าของพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต คือ ในเขตพื้นที่ป่าที่จำแนกไว้เป็นป่าเพื่อการอนุรักษ์เพิ่มเติม (โซน C) 3. กลุ่มที่ 3 จำนวนการปลูกป่าทดแทน คือ 3 เท่าของพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต คือ ในเขตพื้นที่ป่าที่จำแนกไว้เป็นป่าเพื่อการอนุรักษ์เพิ่มเติม (โซน C) และอยู่ในเขตกำหนดชั้นคุณภาพพื้นที่ลุ่มน้ำ ชั้นที่ 1 เอ หรือ 1 บี |
|
|
1.3 ควรเร่งทบทวนผังเมืองและผังน้ำร่วมกันอย่างจริงจัง โดยต้องวางผังเมืองใหม่ที่คำนึงถึงสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและต้องควบคุมบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้ที่บุกรุกพื้นที่ป่าและลำน้ำ |
- มท. (กรมโยธาธิการและผังเมือง) ได้มีการบูรณาการ“ผังน้ำ” เพื่อรองรับและลดความเสี่ยงจากอุทกภัยโดยสามารถจำแนกมาตรการออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ มาตรการไม่ใช้สิ่งก่อสร้าง และมาตรการใช้สิ่งก่อสร้าง ซึ่งดำเนินการควบคู่กันอย่างเป็นระบบ ดังนี้ 1. มาตรการไม่ใช้สิ่งก่อสร้าง (Non-Structural Measures) ดำเนินการภายใต้พระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562 โดยมาตรา 4 กำหนดให้ “ผังน้ำ” เป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการน้ำซึ่งเชื่อมโยงกับผังนโยบายระดับประเทศด้านโครงสร้างพื้นฐานการจัดการน้ำ และแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำ การป้องกันอุทกภัยและภัยแล้ง รวมถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ 2. มาตรการใช้สิ่งก่อสร้าง (Structural Measures) มาตรการปกป้องพื้นที่ชุมชนเมืองซึ่งเป็นพื้นที่ชุมชนและศูนย์กลางเศรษฐกิจ โดยดำการก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ ยังมีโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำภายในประเทศและโครงการเขื่อนป้องกันตลิ่งเพื่อป้องกันการสูญเสียดินแดน โดยมุ่งลดความเสียหายในพื้นที่ชุมชน พื้นที่เศรษฐกิจ สถานที่ราชการ ศาสนสถานและโบราณสถาน |
|
|
2. ด้านการฟื้นฟูรักษาระบบนิเวศ ป่าไม้ แหล่งน้ำ ดิน สภาพแวดล้อม และพัฒนาสังคมสู่เมืองน่าอยู่ที่ยั่งยืน 2.1 ควรเร่งฟื้นฟูป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว โดยเพิ่มพื้นที่ป่าไม้อย่างต่อเนื่องปีละ 200,000 ไร่ เพื่อให้ภายใน 20 ปี มีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น 4 ล้านไร่ ทั้งนี้ ต้องวัดผลความสำเร็จที่จำนวนต้นไม้พื้นที่ป่าเติบโตจริงที่ไม่ใช่ปริมาณที่ปลูกและต้องให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยส่งเสริมให้เกษตรกรเข้ามามีบทบาทในการฟื้นฟูระบบนิเวศภายใต้ข้อตกลงร่วมกัน รวมถึงสนับสนุนให้ประชาชนใช้พื้นที่ป่าเสื่อมโทรมหรือภูเขาหัวโล้นในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ควบคู่ไปกับการปลูกป่าทดแทนในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต |
- ทส. (กรมป่าไม้) ได้ดำเนินการฟื้นฟูพื้นที่ป่าไม้และเพิ่มพื้นที่สีเขียวตามแผนงานและงบประมาณที่ได้รับในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 รวมทั้งสิ้น 137,222.83 ไร่ ดังนี้ 1. ปลูกป่าโดยใช้งบประมาณ จำนวน 11,020 ไร่ 2. ปลูกป่าโดยใช้เงินนอกงบประมาณ จำนวน121,943.00 ไร่ 3. ปลูกป่าโดยใช้งบประมาณ โครงการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม จำนวน 4,259.83 ไร่ - กษ. มีการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์ดินและน้ำเพื่อลดการชะล้างพังทลายของดิน รักษาความอุดมสมบูรณ์และกักเก็บน้ำ โดยใช้วิธีกล เช่น สร้างขั้นบันไดดิน คันดิน ฝ่ายชะลอน้ำ และทางพืช เช่น ปลูกพืชคลุมดิน ปลูกพืชหมุนเวียน และการปลูกหญ้าแฝก นอกจากนี้ การจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำเป็นการดำเนินงานให้มีความสอดคล้องกับสภาพปัญหาของพื้นที่ ความต้องการของเกษตรกร และสภาพภูมิสังคมโดยในแต่ละโครงการจะมีรูปแบบมาตรการงานอนุรักษ์ดินและน้ำ สอดคล้องตามวัตถุประสงค์ของโครงการทำให้เกิดผลลัพธ์จาก |
|
|
2.2 รัฐต้องออกกฎหมายให้ภาคเอกชนที่มีส่วนทำลายป่า เช่น การปลูกข้าวโพดเชิงเดี่ยวหรือการรับซื้อผลผลิตจากพื้นที่ที่เคยเป็นป่ามีส่วนร่วมในการฟื้นฟูระบบนิเวศ โดยจัดตั้งกองทุนอนุรักษ์ป่าไม้ และจัดเก็บค่าธรรมเนียมรายปีจากภาคเอกชนเข้าสู่กองทุนดังกล่าว เพื่อนำมาใช้ในการบำรุงรักษาและฟื้นฟูพื้นที่ป่าที่ได้รับความเสียหายจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจเหล่านั้น 2.3 รัฐต้องส่งเสริมให้เกษตรกรทำการเกษตรแบบผสมผสานให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่างจริงจัง เพื่อให้มีรายได้หมุนเวียนตลอดปี และสอดคล้องกับสภาพดิน น้ำ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ |
- ทส. เห็นว่า การจัดเก็บค่าธรรมเนียมหรือการจัดตั้งกองทุน ต้องมีกฎหมายที่ให้อำนาจในการพิจารณาเรื่องดังกล่าวได้ หากจะบังคับให้ภาคเอกชนที่รับซื้อผลผลิตทางการเกษตรจากพื้นที่ป่า เห็นควรให้รับซื้อจากแหล่งอื่น หรือใช้กลไกทางราคาเป็นส่วนช่วยการลดการปลูกพืชเกษตรเชิงเดี่ยวในพื้นที่เคยเป็นป่า รวมถึงสนับสนุนหรือส่งเสริมให้ปลูกไม้ยืนต้นหรือไม้ผลในพื้นที่ - กษ. ได้ดำเนินการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรมตามแนวทาง Agri-Map (Zoning by Agri-Map) พบว่าประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวที่ไม่เหมาะสม ประมาณ 6 ล้านไร่ จึงได้กำหนดพื้นที่เป้าหมายและวิเคราะห์ความเหมาะสมเพื่อส่งเสริมการปรับเปลี่ยนไปสู่พืชทดแทนหรือเกษตรกรรมทางเลือกที่เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่การดำเนินงานคำนึงถึงความต้องการของเกษตรกรและงบประมาณที่ได้รับ พร้อมทั้งปรับปรุงพื้นที่ด้วยระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ และสนับสนุนปัจจัยการผลิตเพื่อฟื้นฟูคุณภาพดินและลดต้นทุนการผลิตโดยใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่จาก Agri-Map ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด เป็นฐานในการวางแผนและขับเคลื่อนการดำเนินงาน ส่งผลให้เกษตรกรสามารถตัดสินใจเลือกปลูกพืชได้เหมาะสมกับพื้นที่และสอดคล้องกับความต้องการของตลาด มีรายได้เพิ่มขึ้น |
|
|
3. ด้านการส่งเสริมความตระหนักรู้ ความเข้าใจและปลูกฝังความรับผิดชอบต่อสังคมของประชาชนทุกภาคส่วน 3.1 ควรดำเนินการถอดบทเรียนในทุกมิติเพื่อจัดทำแผนเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งส่งเสริมความเข้าใจและสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนทุกกลุ่มวัยและครอบคลุมถึงระดับชุมชนในท้องถิ่น |
- มท. ได้มีการเตรียมความพร้อมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย เช่น 1. การติดตามสภาพอากาศ ให้จัดตั้งคณะทำงานติดตามสถานการณ์ทำหน้าที่ติดตามข้อมูลสภาพอากาศสถานการณ์น้ำและเหตุการณ์ที่อาจส่งผลให้เกิด สาธารณภัยในช่วงฤดูฝนรวมทั้งวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์น้ำในพื้นที่เพื่อใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจของผู้อำนวยการท้องถิ่น 2. การจัดทำแผนเผชิญเหตุอุทกภัย ให้ทบทวนและปรับปรุงแผนเผชิญเหตุอุทกภัย โดยให้ความสำคัญกับการจัดทำรายละเอียดในประเด็นสำคัญ อาทิ ข้อมูลพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย และดินถล่ม ในระดับหมู่บ้าน/ชุมชน ข้อมูลกลุ่มเปราะบาง รายการเครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ เครื่องจักรกลสาธารณภัย การกำหนดจุด/พื้นที่ปลอดภัย แผนรองรับการอพยพประชาชนและสถานที่จัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว 3. การระบายน้ำและการเพิ่มพื้นที่รองรับน้ำให้เชื่อมโยงกับศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในแต่ละระดับ โดยเฉพาะตามรอยต่อเขตรับผิดชอบที่เป็นเส้นทางน้ำไหลผ่าน วางแผนการติดตั้งเครื่องสูบน้ำในพื้นที่เสี่ยงไว้เป็นการล่วงหน้า โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงในเขตชุมชน พื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจ และเส้นทางคมนาคมที่มักจะเกิดอุทกภัยเป็นประจำให้เร่งทำการขุดลอกท่อระบายน้ำ ดูดเลน ทำความสะอาดร่องน้ำ สำหรับคูคลอง แหล่งน้ำต่าง ๆ ให้กำจัดวัชพืช ขยะ สิ่งกีดขวางทางน้ำเพื่อให้สามารถรองรับน้ำฝนและน้ำจากท่อระบายน้ำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ 4. การแจ้งเตือนภัย เมื่อมีแนวโน้มการเกิดสถานการณ์จากเหตุอุทกภัย วาตภัย และดินถล่มขึ้นในพื้นที่ให้แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ทราบ และเตรียมการให้ความช่วยเหลือประชาชนตามแผนเผชิญเหตุอุทกภัย และแจ้งเตือนให้ประชาชนทราบในทุกช่องทาง 5. จัดทำคู่มือบัญชาการเหตุการณ์ในการเผชิญเหตุสำหรับผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้อำนวยการอำเภอและผู้อำนวยการท้องถิ่น เพื่อให้ใช้เป็นเครื่องมือประกอบ |
|
|
3.2 รัฐต้องส่งเสริมการสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนในทุกพื้นที่ โดยปลูกฝังตั้งแต่วัยเยาว์ถึงความสำคัญและคุณค่าของทรัพยากรน้ำ ดิน ป่า สิ่งแวดล้อม และสังคม เพื่อให้เกิดจิตสำนึก และความรับผิดชอบร่วมกันอย่างจริงจัง |
- ทส. ได้ดำเนินการถ่ายทอดและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับความสำคัญและคุณค่าของทรัพยากรน้ำ ดิน ป่าสิ่งแวดล้อม และสังคม เพื่อให้ประชาชนเกิดจิตสำนึกและความรับผิดชอบร่วมกัน โดยศูนย์กู้ภัยอุทยานแห่งชาติที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ และศูนย์กู้ภัยอุทยานแห่งชาติที่ 2 จังหวัดพิษณุโลกได้จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ผ่านทาง Facebook เป็นประจำทุกเดือน โดยมีหัวข้อข่าวของปัญหาและผลกระทบจากพฤติกรรมการทำลายธรรมชาติและสัตว์ป่า ที่ส่งผลเสียต่อระบบนิเวศ รวมถึง เสนอวิธีแก้ปัญหา การดูแลรักษา และฟื้นฟู เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของธรรมชาติโดยช่วยกันดูแลรักษาสืบไป - กษ. ได้ดำเนินโครงการถ่ายทอดองค์ความรู้ส่งเสริมให้คำแนะนำในการดำเนินงานในพื้นที่ให้แก่เกษตรกร ได้แก่ การวิเคราะห์ดิน การใช้วัสดุปรับปรุงบำรุงดิน การปรับปรุงคุณภาพดิน และการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม โดยการส่งเสริมการปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสม รวมถึง ระบบ e-Service กรมพัฒนาที่ดินนำเทคโนโลยีมาปรับบริการเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและเกษตรกร |
(โปรดตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีที่เป็นทางการจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง)
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ (รองนายกรัฐมนตรี) 30 มิถุนายน 2569
g10
สงวนลิขสิทธิ์ © 2557 บริษัท เพาเวอร์ ไทม์ มีเดีย จำกัด